การดูดไขมันเป็นการทำหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แน่นอนว่าใคร ๆ ก็รักตัวเอง อยากเห็นตัวเองมีหุ่นเฟิร์ม หรือหุ่นที่ดูดี เพราะปัจจุบันเทรนด์หุ่นสวยแบบพี่สาวชาวจีนเองก็กำลังมาแรง ทำเอาใครหลายคนรีบลุกมาออกกำลังกายเลยใช่ไหมคะ แต่หนึ่งในนั่นคงยังมีคนที่ออกกำลังกายหรือคุมอาหารแล้วสัดส่วนยังไม่ลดอยู่ใช่ไหมคะ ดังนั้นการดูดไขมันจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และปรับรูปร่างให้ดูดีขึ้น สร้างหุ่นสวยให้ตัวเอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องดูดไขมันแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดูดไขมันแบบไหน ทุกแบบก็จะมีเทคนิค และผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับปัญหาหรือความต้องการของคนไข้ที่แตกต่างกันไปเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังกังวลถึงความเจ็บระหว่างทำ ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเครื่องดูดไขมันแต่ละประเภท ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะสมกับคุณที่สุดกันค่ะ
ดูดไขมันเจ็บไหม ระหว่างดูดไขมันจะทนได้รึเปล่า
การดูดไขมันเป็นวิธีหนึ่งที่หลายคนเลือกใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ออกไป แต่มักจะมีคำถามที่ตามมาคือ “ดูดไขมันเจ็บไหม” หรือ “ระหว่างดูดไขมันจะทนได้รึเปล่า” เพราะแน่นอนว่าหลายคนอาจเคยได้ยินมาจากที่อื้่น เล่านต่อ ๆ กันมานานเรื่องความเชื่อนี้ จนอาจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นระหว่างการทำ
ดังนั้นต้องบอกก่อนว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเราก้าวกระโดดไปไกลมากแล้ว การดูดไขมันในปัจจุบันมีเทคนิคและวิธีการที่ช่วยลดความเจ็บปวดลงได้มากขึ้น แถมยังมีการใช้ยาชาหรือยาสลบเพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้นในระหว่างการทำ ดังนั้นในขณะทำหัตถการอาจมีความเจ็บอยู่บ้างในกรณีที่ใช้ยาชา แต่ไม่ใช่ความเจ็บที่ทรมานจนไม่ไหว เพราะมีการใช้ยาชาอยู่เสมอ อาจรู้สึกว่ามีอะไรมาโดนตัวหรือยุบยิบบ้าง ส่วนอาการหลังการทำก็จะพบได้ทั่วไป เช่น อาการบวม หรือปวดเล็กน้อย ซึ่งก็สามารถทนได้หรือควบคุมได้ด้วยการใช้ยาระงับปวด
ดูดไขมันส่วนไหนเจ็บที่สุด
ต้องขออธิบายก่อนค่ะว่าสำหรับการดูดไขมันจะมีความเจ็บปวดเหมือนกันหมดทุกจุด แต่ทั้งนี้จะปวดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมัน ปริมาณที่ต้องการดูด ซึ่งบริเวณที่อาจมีอาการเจ็บที่สุดมีดังนี้
- ต้นแขน หรือปีกหลัง โดยเฉพาะบริเวณด้านในของแขน ซึ่งมีไขมันไม่มากนักแต่มีเนื้อเยื่อที่ละเอียด
- เอวและสะโพก เป็นบริเวณที่ไขมันมักจะหนา และกระจายตัวอยู่วงกว้าง ทำให้การดูดไขมันอาจรู้สึกเจ็บมากกว่าบริเวณอื่น
- ต้นขา โดยเฉพาะต้นขาด้านใน ซึ่งมีไขมันที่ค่อนข้างหนาและมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก
- หน้าท้อง เพราะมีชั้นไขมันที่หนาและบริเวณนี้มีการเคลื่อนไหวบ่อย อาจทำให้รู้สึกเจ็บ
- ใต้คาง บริเวณนี้จะมีเนื้อเยื่อที่บอบบางและใกล้กับเส้นประสาท ทำให้บางคนอาจรู้สึกเจ็บได้มากกว่าบริเวณอื่น
ทั้งนี้ด้วยนวัตกรรมที่ไปไกล ทำให้ความเจ็บลดน้อยลงเยอะมาก แม้ว่าการดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบเพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างการทำ แต่หลังจากการดูดไขมันแล้วจะมีความรู้สึกบวมและเจ็บปวด ซึ่งสามารถใช้ยาแก้ปวดได้ตามที่แพทย์สั่งเมื่อมีอาการปวด

ดูดไขมัน มีวิธีไหนบ้าง
การดูดไขมัน (Liposuction) ปัจจุบันได้กลายเป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่มาจากกรรมพันธุ์ หรือมาจากพฤติกรรมการกินของมันที่สะสมเป็นเวลานาน เพื่อช่วยปรับรูปทรงของร่างกายให้ดูสวยงามขึ้น หุ่นดูลีน หุ่นเฟิร์มกระชับขึ้น ดังนั้นมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง
- Vaser
การดูดไขมันแบบเวเซอร์ Vaser Smooth คือ เครื่องดูดไขมันพลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) สลายไขมันให้แตกตัวเป็นของเหลวก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการดูดออกมาโดยไม่ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้าง
- Ultra Z
การดูดไขมันแบบ Ultra Z เป็นเทคโนโลยีการดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ความถี่สูง สามารถทำได้ทั่วร่างกาย ใช้สลายไขมันเพื่อลดสัดส่วนได้อย่างตรงจุดและช่วยกระชับผิวในเวลาเดียวกันโดยใช้เวลาไม่นาน
- BodyTite
การดูดไขมันด้วยคลื่นไฟฟ้า (Body Tite) คือการใช้เทคนิคพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ร่วมกับคลื่นความร้อนเข้าไปละลายไขมันให้แตกตัว ได้ผลทั้งกำจัดไขมันและการยกกระชับผิว แผลขนาดเล็ก
- J-Plasma
นวัตกรรมจากสหรัฐอเมริกาที่ผสานพลังงานคลื่นความถี่วิทยุและพลาสมาเฮเลียม ทำให้เส้นใยและเนื้อเยื่อใต้ผิวหดตัวเข้าอย่างรวดเร็ว ช่วยทำให้ผิวเฟิร์มหลังทำ
VASER Liposuction
- หลักการทำงาน
VASER Liposuction ใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (ultrasound) ในการสลายไขมันก่อนที่จะดูดออกจากร่างกาย โดยคลื่นเสียงจะทำให้ไขมันแตกตัวออกจากเนื้อเยื่อโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง เช่น เส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้การดูดไขมันมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยลง
- เหมาะกับใคร
- คนที่มีไขมันสะสมเฉพาะบางจุด เช่น บริเวณเอว หน้าท้อง สะโพก หรือบริเวณที่มีไขมันสะสมเป็นจำนวนมาก
- คนที่มีผิวหนา มีผังผืดเยอะ หรือมีไขมันที่แข็งและยากต่อการดูดออกด้วยวิธีดั้งเดิม
- คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่แม่นยำ เพราะ VASER สามารถกำหนดและควบคุมการดูดไขมันได้ดี
ข้อดีของ VASER Liposuction
- ลดการบาดเจ็บจากเนื้อเยื่อใกล้เคียง
- ช่วยกระชับผิวให้เรียบเนียน ผิวไม่หย่อนคล้อย และช่วยลดเซลลูไลท์
- ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ลดไขมันในจุดที่ต้องการได้ดี
- ดูดไขมันได้ทุกส่วนในร่างกาย และดูดได้เยอะ
- เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยากต่อการดูดไขมัน เช่น คาง ท้องน้อย หรือต้นขา
- ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว
ข้อเสียของ VASER Liposuction
- เหมาะกับผู้ที่มีไขมันเยอะ มวลไขมันหนาแน่น
- เสี่ยงเกิดผิวไหม้ และอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง หรือช้ำในบริเวณที่ทำการดูดไขมัน
- ไม่สามารถนำไขมันไปเติมเต็มส่วนอื่นต่อได้
- หลังดูดไขมันอาจเกิดพังผืด และทำให้ผิวเป็นคลื่น
Ultra Z
- หลักการทำงาน
Ultra Z ใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ที่มีความถี่สูง (High-Frequency Ultrasound) ในการสลายไขมัน โดยคลื่นอัลตราซาวด์ส่งพลังงานไปยังชั้นไขมันและทำให้ไขมันแตกตัวออกมาได้ง่ายขึ้น จากนั้นจะทำการดูดไขมันออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการนี้ไขมันจะถูกทำลายและกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการซึ่งผสมผสานเทคนิคการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงและการดูดไขมันในกระบวนการเดียวกัน จึงได้ทั้งลดไขมันและกระชับผิวในเวลาเดียวกัน
- เหมาะกับใคร
- คนที่มีไขมันหนาหรือสะสมในจุดที่ยากต่อการดูดไขมัน เช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก เอว
- คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น เนื่องจากสามารถทำให้การดูดไขมันง่ายและรวดเร็วขึ้น
- คนที่มีผิวหนา หรือคนที่เคยมีการดูดไขมันมาก่อนแล้ว แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในบางจุด
ข้อดีของ Ultra Z Liposuction
- สามารถดูดไขมันปริมาณมากได้ในครั้งเดียว
- การกระชับผิวคือจุดเด่นของ Ultra Z เพราะคลื่นเสียงช่วยกระชับผิวให้ตึงและเรียบเนียนหลังการดูดไขมัน
- สามารถทำแนว Six Pack หรือ Sexy Line ได้
- เหมาะสำหรับพื้นที่เฉพาะจุด ในบริเวณที่ยากต่อการลดเอง
- ลดการเกิดเซลลูไลท์ ทำให้ผิวดูเรียบเนียน
- ใช้ระยะเวลาในการดูดไขมันน้อย
- การฟื้นตัวได้เร็ว และมีอาการบวมที่น้อยกว่าการดูดไขมันแบบดั้งเดิม
ข้อเสียของ Ultra Z Liposuction
- ไม่สามารถนำไขมันไปเติมเต็มส่วนอื่นต่อได้
- เสี่ยงเกิดผิวไหม้ และอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง หรือช้ำในบริเวณที่ทำการดูดไขมัน หากแพทย์ไม่มีความชำนาญมากพอ
- หลังดูดไขมันอาจเกิดพังผืด และทำให้ผิวเป็นคลื่น
- อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง หรือช้ำในบริเวณที่ทำการดูดไขมัน
BodyTite
- หลักการทำงาน
การดูดไขมันด้วยคลื่นไฟฟ้า BodyTite ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (RF) ที่มีความถี่สูง ร่วมกับคลื่นความร้อน เพื่อช่วยในการละลายไขมันและกระชับผิวไปพร้อมกัน โดยคลื่นวิทยุจะส่งพลังงานเข้าไปในชั้นไขมันทำให้ไขมันละลายออกจากเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น และในเวลาเดียวกันจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวกระชับและเรียบเนียนขึ้นหลังการทำ
- เหมาะกับใคร
- คนที่ต้องการกระชับผิว บริเวณที่มีการหย่อนคล้อย เช่น บริเวณหน้าท้องหรือสะโพก แขนย้วย หน้าท้องย่น ใต้ตาลึก ตีนกาเยอะ หรือแม้แต่ปัญหาคอเหี่ยวย่น
- คนที่มีไขมันสะสมในปริมาณปานกลางถึงน้อย
- ผู้ที่ต้องการลดปัญหาริ้วรอยเร่งด่วน
- ผิวเรียบเนียนไม่เป็นคลื่นขรุขระหลังดูด
- คนที่ไม่ต้องการการผ่าตัดใหญ่ เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์คล้ายการผ่าตัดดูดไขมันแต่มีความเสี่ยงต่ำและไม่ต้องการการฟื้นตัวที่ยาวนาน
ข้อดีของ BodyTite
- ผิวไม่หย่อนคล้อยหลังทำ
- เป็นวิธีที่ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหลังทำ
- สามารถทำในตำแหน่งเล็กที่เข้าถึงยากได้ง่ายกว่า
- ฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากการไม่ต้องมีการผ่าตัดใหญ่
- ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับ
- มีความเสี่ยงน้อยกว่าการทำศัลยกรรมผ่าตัดแบบดั้งเดิม
- เหมาะสำหรับบริเวณที่ยากต่อการลดไขมัน เช่น บริเวณใต้คาง หน้าท้องส่วนล่าง หรือบริเวณรอบสะโพก
ข้อเสียของ BodyTite
- ไม่เหมาะกับเคสที่มีปัญหาผิวย้วยหนัก
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมจำนวนมาก
- อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการบวม แดง หรือช้ำในบริเวณที่ทำการดูดไขมัน

J-Plasma
- หลักการทำงาน
J-Plasma ใช้เทคโนโลยีพลาสมาจากฮีเลียม (Helium Plasma) ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอุณหภูมิสูงถึง 85 องศาเซลเซียลแต่ขณะเดียวกับก็ทำให้เย็นในเวลาเดียวกันในเวลาเสี้ยววินาที โดยไม่เสี่ยงกับปัญหาผิวไหม้ และสามารถกระชับผิว โดยการปล่อยพลังงานพลาสมาจะทำให้ไขมันละลายออกได้ง่ายและช่วยกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อยไปพร้อมกัน ซึ่งผลที่ได้คือการดูดไขมันและการยกกระชับผิวที่มีประสิทธิภาพสูง
- เหมาะกับใคร
- คนที่ต้องการกระชับผิวหลังดูดไขมัน ที่มีผิวหย่อนคล้อยหรือไม่กระชับ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีไขมันสะสมในระดับปานกลาง เช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก หรือใต้คาง
- คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่เห็นชัดเร็ว เนื่องจาก J-Plasma ช่วยกระชับผิวได้ไวหลังการทำ
- ผู้ที่เคยลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวย้วย
- คนที่มีไขมันสะสมไม่มาก มีไขมันสะสมในปริมาณน้อยถึงปานกลางและต้องการผลลัพธ์ที่ทั้งดูดไขมันและยกกระชับ
- คุณแม่หลังคลอด ทำให้ผิวหน้าท้องขยายตัวมากจนย้วย
ข้อดีของ J-Plasma
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหลังทำ ลดผิวหย่อนคล้อย
- ช่วยให้ผิวยกกระชับในระยะยาว
- ไม่ต้องการการผ่าตัดใหญ่ มีแผลขนาดเล็กเพียง 4-5 มม.
- สามารถทำได้ทุกสัดส่วน
- ยกกระชับผิวอย่างตรงจุดและแม่นยำ
- เหมาะกับการทำ Six Pack และ Sexy Line
ข้อเสียของ J-Plasma
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยรุนแรง
- เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนค่อนข้างช้า ประมาณ 3 เดือนหลังทำ
ตารางเปรียบเทียบแต่ละเทคนิค
| เทคโนโลยี | หลักการทำงาน | ข้อดี | ข้อเสีย | ผลลัพธ์ |
| Vaser | ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เพื่อสลายไขมันก่อนที่จะดูดออก | ดูดไขมันได้ค่อนข้างเยอะ เหมาะกับคนที่เป็นผังพืด | เสี่ยงเกิดผิวไหม้ และอาจบวมมากกว่าเครื่องอื่น ทำให้การพักฟื้นนานกว่า | ลดไขมันได้ดีและกระชับผิว ดูดไขมันได้ทุกส่วนในร่างกาย |
| Ultra Z | ปล่อยคลื่นพลังงานเพื่อสลายไขมันและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ใช้ระยะเวลาน้อย แต่สามารถดูดไขมันได้เยอะ | ไม่สามารถนำไขมาเติมส่วนอื่นได้ | ลดไขมันและกระชับผิวได้ดี ลดการเกิดเซลลูไลท์ ทำให้ผิวดูเรียบเนียน |
| BodyTite | ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) เพื่อสลายไขมันและกระชับผิว | ลดความเสี่ยงผิวไหม้ เนื้อเยื่อรอบ ๆ ไม่เกิดการบาดเจ็บ | ดูดได้ปริมาณน้อยกว่าจึงใช้ระยะเวลาดูดค่อนข้างนานกว่า | ลดไขมันและกระชับผิวให้ตึง ผิวเรียบเนียนไม่เป็นคลื่นขรุขระหลังดูด |
| J-Plasma | ใช้พลังงานจากพลาสมาเย็นเพื่อสลายไขมันและกระชับผิว | ไม่ทำให้ผิวไหม้ มีฟังก์ชั่นเยอะ สามารถยกกระชับได้พร้อมกัน | ต้องใช้ร่าวมกับหัตถการอื่นร่วมด้วยถึงจะไ้ผลดีที่สุด | ผิวกระชับอย่างเห็นได้ชัด เหมาะกับการกระชับผิวหลังการดูดไขมัน |
ดูดไขมันอันตรายไหม?
การดูดไขมันเป็นการทำศัลยกรรมที่ได้รับความนิยม แต่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกับการผ่าตัดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ดังนั้นลืมความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าดูดไขมันแล้วเป็นอันตรายต่อชีวิตไปได้เลยค่ะ เพราะปัจจุบันโลกเรามีเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ลดความเสี่ยงได้เยอะมากอยู่แล้ว และความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของแพทย์ ประสบการณ์ด้านการดูดไขมัน สภาพร่างกายของคนไข้ และการดูแลหลังการผ่าตัด ดังนั้นควรเลือกคลีนิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ที่มีประสบการณ์มายาวนานจึงจะดีที่สุดค่ะ เพื่อแน่ใจว่าจะดูแลเราให้ปลอดภัยได้ พร้อมทั้งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดด้วยนั่นเองค่ะ

การเตรียมความพร้อมก่อนการดูดไขมัน
การเตรียมความพร้อมก่อนการดูดไขมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว เพราะผลลัพธ์จะดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย ดังนี้
- ควรเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคลินิกมีมาตรฐานมีประสบการณ์
- เมื่อพบแพทย์ควรปรึกษา แจ้งภาวะสุขภาพให้แพทย์ทราบทั้งหมด รวมถึงอาการแพ้ยา และยาที่ใช้เป็นประจำ เพื่อการประเมินที่ถูกต้อง และถามคำถามหรือข้อสงสัยต่าง ๆ ให้ละเอียดให้ได้มากที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
- เตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการทำการดูดไขมัน งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หยุดการสูบบุหรี่และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกายอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนการดูดไขมัน
- งดรับประทานยาหรืออาหารเสริมยาบางชนิดก่อนทำการดูดไขมัน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือ วิตามินซีวิตามินบำรุงร่างกายต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา วิตามินซี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดยาชาเป็นพิษจากการที่ตับทำงานกำจัดยาชาได้ช้าลง
- หากการดูดไขมันทำโดยการใช้ยาสลบ จำเป็นจะต้องงดอาหารและน้ำประมาณ 6-8 ชั่วโมงก่อนการทำการ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสำลักอาหารขณะทำหัตถการ
- วางแผนการพักฟื้นหลังผ่าตัด ควรมีผู้ติดตามอย่างน้อย 1 คน เตรียมชุดที่ใส่สบายและง่ายต่อการเปลี่ยนหลังการทำหัตถการ
- ควรพยายามรักษาน้ำหนักให้คงที่และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือการทานอาหารไม่สมดุลก่อนการดูดไขมัน
การดูแลตัวเองหลังการดูดไขมัน
- ใส่ชุดกระชับให้ได้นานที่สุด โดยอาจปลดคลายชุดกระชับ 30-60 นาที เพื่อพยุงและป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนแผลบริเวณที่ดูดไขมันประมาณ 1-3 เดือน
- ทำแผลอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้ทำแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ โดยทำความสะอาดและปิดผ้ากอซทุก 1-2 วันจนกว่าจะตัดไหม
- หลีกเลี่ยงการโดนน้ำ การแช่น้ำหรืออาบน้ำในอ่าง หรือสระน้ำในช่วงแรก เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
- เวลายืนหรือเดิน ให้โค้งตัวเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แผลตึง ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้พยายามยืดตัวตรงเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปวดหลังหรือปวดเอวในกรณีที่ดูดไขมันหน้าท้อง
- ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก เช่น การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมากในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงจากการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ
- ควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน แป้ง และน้ำตาล เพื่อไม่ให้กลับมาเกิดไขมันสะสม และดื่มน้ำไม่เกิน 1-1.5 ลิตรต่อวัน
- งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดเช่น ยาแก้ปวด ยารักษาอาการซึมเศร้า วิตามินอี น้ำมันปลา ประมาณ 2 สัปดาห์
- หากมีไข้สูง แผลบวมแดง คลื่นไส้จนทานอาหารไม่ได้ มีแผลจากการใส่ชุดกระชับ แนะนำให้รีบมาพบแพทย์ทันที
ทำไมต้องที่ Kanwera
“คาเวร่า – Kanwera Clinic” เรามีเคสรีวิวดูดไขมันจากคนไข้จริงให้ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจ เพราะสิ่งสำคัญที่เป็นการตัดสินใจของคนไข้ในการเลือกคลีนิกดูดไขมันสักครั้ง คือรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ที่สามารถเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้านประสบการณ์ของแพทย์ ที่เป็นเครื่องรับรองให้คลีนิกได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องดูดไขมันมีหลายชนิดซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้เหมาะสมกับเครื่องดูดไขมันทุกชนิด ดังนั้นจึงควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพือให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการแก้ไขจะดีที่สุดค่ะ
“คาเวร่า – Kanwera Clinic” เราคือ คลินิก ดูดไขมัน นนทบุรี ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี มีทีมแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลด้วยประสบการณ์การดูดไขมันมามากกว่า 15,000 เคส มีนวัตกรรมการดูดไขมัน กระชับผิว และเติมไขมัน ออกแบบสัดส่วนเฉพาะบุคคล พร้อมทั้งห้องดูดไขมันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย และปลอดเชื้อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด