ไขมันส่วนเกิน ลดยาก ใส่เสื้อผ้าแล้วอ้วนตัน ไม่สมส่วน! ปัญหาหนักใจของใครหลายคนที่ไม่มั่นใจในรูปร่าง หาเสื้อผ้าใส่ก็แสนยาก บางคนถึงกับอายต้องใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ เพื่อปิดไขมันส่วนเกิน ทำเอาหมดความมั่นใจกันไปไม่น้อยเลย ไม่ว่าจะออกกำลังกาย หรือคุมอาหารแล้วก็ยังไม่ลงสักที แต่โชคดีที่ในยุคปัจจุบันที่นวัตกรรมด้านความงามก้าวหน้าไปไกลมากมาย หลากหลายทางเลือกทำให้มีวิธีการลดไขมันได้อย่างรวดเร็วหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะลดด้วยตัวเอง หรือใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่อีกสองวิธีที่โด่งดังมานานอย่าง การดูดไขมัน และแฟตสลายไขมัน ที่เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน สำหรับใครที่สนใจ และยังกำลังลังเลว่าควรใช้อะไรถึงจะเหมาะสม กับตัวเอง ความแตกต่างก่อนและหลังทำมากน้อยแค่ไหน จะคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ดังนั้นวันนี้หมออยากจะมาคุยกันเรื่อง การกำจัดไขมัน ในปัจจุบันกับสองวิธีนี้กันค่ะ

วิธีการกำจัดไขมันส่วนเกินที่นิยมในปัจจุบัน
- การดูดไขมัน
การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นหัตถการทางการแพทย์เพื่อความงามอย่างหนึ่ง ที่ช่วยกำจัด และลดปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกาย โดยกำจัดเซลล์ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยให้ได้รูปร่างตามที่ต้องการ ช่วยแก้ปัญหาขาใหญ่ ขาเบียด ไขมันหน้าท้องย้วย แขนใหญ่ เนื้อดูย้อยไม่กระชับ สามารถทำได้ทั้งไขมันสะสมที่เกิดจากกรรมพันธุ์ จากพฤติกรรมการกินอาหารที่มีแป้งเยอะ น้ำตาลสูง ไขมันสูง และโซเดียมสูง จนเกิดเป็นไขมันสะสมเป็นเวลานาน
เป็นหัตถการที่ใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นท่อยาว สอดใส่เข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณตำแหน่งที่ต้องการดูด โดยส่วนมากตำแหน่งที่นิยมดูดจะเป็นบริเวณจุดที่สะสมไขมันปริมาณมาก และลดเองได้ยาก เช่น บริเวณหน้าท้อง แขน สะโพก ปีกหลังแขน นมน้อย ต้นขา น่อง ก้น เป็นต้น
- จุดเด่นของโปรแกรม การดูดไขมัน
การดูดไขมันเป็นวิธีที่สามารถกำจัดไขมันได้อย่างรวดเร็ว สามารถกระชับสัดส่วนเฉพาะจุดได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปร่างให้เข้ารูป มีสัดส่วนดูดีขึ้น หรือปรับลดขนาดไขมันบริเวณส่วนต่าง ๆ ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อกำจัดส่วนเกินสำหรับคนที่มีปัญหาใหญ่เฉพาะจุด ให้มีรูปร่างที่ดูสมส่วนมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการอวดหุ่นที่ดูสวยขึ้น การใส่เสื้อผ้าง่ายขึ้น ออกแบบสรีระให้สวยงามตามต้องการได้ เช่น การสร้างลายซิกแพค (Six Pack) ร่อง 11 หรือ Sexy line
- การดูดไขมันตรงไหนได้บ้าง
บริเวณต้นแขน : โดยไขมันที่สะสมบริเวณต้นแขนทำให้แขนดูใหญ่ ดูล้ำบึก ดูหย่อนคล้อย การดูดไขมันต้นแขนจึงจะช่วยให้ต้นแขนเล็กลง และกระชับขึ้น ซึ่งหากมีปริมาณไขมันที่เยอะต้องดูดไขมันบริเวณต้นแขน ปีกหลัง หัวไหล่ และนมน้อยที่อยู่บริเวณใต้รักแร้ร่วมด้วย เพื่อให้ดูสมส่วน
บริเวณหน้าท้อง : เป็นจุดที่หลายคนกังวลเรื่องไขมันส่วนเกิน เพราะเป็นจะที่ลดได้ยากไม่แพ้จุดอื่นเลย ทำให้ร่างกายดูอ้วน ไม่มีส่วนเว้าโค้งคอดเข้าไป การดูดไขมันหน้าท้องจะช่วยให้ไขมันที่สะสมอยู่รอบพุงที่คอดขึ้น เอวบางขึ้น
บริเวณสะโพก : ไขมันบริเวณสะโพก ทำให้รูปร่างใหญ่ ดูอ้วนตัน ไม่สมส่วน และยังหาไซส์เสื้อผ้าใส่ยากอีกด้วย ดังนั้นการดูดไขมันสะโพกจะช่วยให้ไขมันบริเวณสะโพกดูบางลง
บริเวณปีกหลังแขน : หรือที่เรียกว่า Bra Bluge เป็นไขมันที่ดูเป็นเนื้อปลิ้น อยู่บริเวณด้านหลังของลำตัวด้านบน และด้านล่าง จนไม่กล้าใส่เสื้อผ้ารัดรูปเพราะไขมันที่ดูปลิ้น
บริเวณต้นขา : ไขมันสะสมที่ต้นขาทำให้ขาดูใหญ่ ไม่เรียวสวย และดูอ้วนตัน พบได้บ่อยในทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
บริเวณเหนียง : เป็นไขมันที่สะสมอยู่บริเวณใต้คาง ทำให้ใบหน้าดูอ้วนและแก่กว่าวัย มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนิ่มบริเวณใต้คางที่หย่อนคล้อยมากกว่าปกติ โดยสาเหตุหลักเกินจากภาวะอ้วน
- ข้อจำกัดของการดูดไขมัน
การดูดไขมัน เป็นหัตถการที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่จำเป็นต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง ที่มีประสบการณ์ดูดไขมันมากพอสมควร ดังนั้นก่อนตัดสินใจดูดไขมันควรปรึกษาแพทย์ 1:1 เพื่อประเมินสภาพร่างกาย และวิธีการรักษาที่เหมาะสม
การดูดไขมันมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการลดเฉพาะสัดส่วน แม้ว่าการดูดไขมันจะเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมแต่ก็มีข้อจำกัด เช่น อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอย่าง อาการบวม รอยช้ำ แต่ทั้งนี้อาการเหล่านี้สามารถหายไปได้เองหลังทำ ซึ่งควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- รูปแบบของการดูดไขมัน
ในร่างกายเราสามารถแบ่งไขมันเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ไขมันชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) และไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ซึ่งไขมันเหล่านี้เองที่ทำให้รูปร่างของสัดส่วนร่างกายเราแตกต่างกันออกไปตามปริมาณไขมันที่สะสมอยู่ ปัจจุบันนวัตกรรมเครื่องดูดไขมันมีมากขึ้น มีขั้นตอนของเครื่องดูดไขมันที่เหมือนกันทุกตัว แต่สามารถแบ่งออกเป็นหลายพลังงานโดยมีรูปแบบของการดูดไขมัน ดังนี้
- การดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Traditional Liposuction)
การดูดไขมันแบบดั้งเดิมเป็นวิธีกำจังเซลล์ไขมันเฉพาะจุด โดยจะใช้ท่อดูดขนาดเล็กในการสอดเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อดูดไขมันในตำแหน่งที่ต้องการกำจัดออกมา ซึ่งวิธีนี้ใช้เวลานาน และอาจทำให้เกิดรอยช้ำได้มากกว่าวิธีอื่น
- การดูดไขมันด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound-Assisted Liposuction)
เป็นการใช้พลังงาน Ultrasound หรือพลังงานเสียง ให้เกิดคลื่นเสียงสั่น เพื่อให้เกิดพลังงานความร้อนกำจัดเซลล์ไขมัน และแตกตัวออกจากกัน กลายเป็นน้ำไขมันเหลวออกมาเป็นสีส้ม และสามารถดูดไขมันออกมาได้ในปริมาณมากได้ง่ายขึ้น ลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และช่วยให้ผิวหนังกระชับขึ้นเหมาะกับคนที่มีไขมันปริมาณมาก
- การดูดไขมันด้วยเลเซอร์ (Laser-Assisted Liposuction)
เป็นการใช้เลเซอร์ในการปล่อยพลังงานความร้อนเพื่อ กำจัดเซลล์ไขมันให้แตกตัวก่อนทำการดูดออก และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังกระชับขึ้นลดการเกิดภาวะเลือดออก และลดการเกิดลดรอยบุ๋มหลังการดูดไขมัน ซึ่งแตกต่างจากแบบดั้งเดิมที่ใช้ท่อดูดเพียงแค่อย่างเดียว
- การดูดไขมันด้วยน้ำ (Water-Jet Assisted Liposuction)
เป็นการใช้พลังงานน้ำในการแยกเซลล์ไขมันให้แตกตัวแล้วดูดออกมา ดังนั้นไขมันพวกนี้จึงไม่สัมผัสกับความร้อน ไม่ถูกทำลาย เหมาะกับคนที่ต้องการนำไขมันไปเติมเต็มตามส่วนต่าง ๆ เช่น ใบหน้า สะโพก หรือหน้าอก

- แฟตสลายไขมัน
แฟตสลายไขมัน เป็นโปรแกรมความงามที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ต้องการฉีดเพื่อลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดบนร่างกาย โดยไม่ต้องผ่าตัด ไมต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน โดยเป็นการฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยกำจัดเซลล์ไขมันให้แตกตัวออกจากกันและสลายออกไปเองตามธรรมชาติ เช่น ทางระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ซึ่งส่วนมากจะขับออกไปทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ เมื่อไขมันลดลงแล้ว รูปร่างก็จะดูกระชับขึ้น ซึ่งส่วนมากมักนิยมฉีดบริเวณแก้ม เหนียง กรอบหน้า ต้นขา และแขน เป็นต้น โดยการฉีดตัวยาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งจำนวนครั้งจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน และจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดขึ้นในครั้งที่ 3-5 ขึ้นไปหลังฉีด
- จุดเด่นของโปรแกรม แฟตสลายไขมัน
โปรแกรมแฟตสลายไขมัน เป็นหัตถการที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ใช้เวนานไม่นาน สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 1 เดือนหลังฉีด ไม่ต้องพักฟื้นนานเท่าการผ่าตัด และลดปัญหาผิวย้วย หย่อนคล้อย ให้ดูกระชับมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดสัดส่วน หรือต้องการลดเฉพาะจุด
- แฟตสลายไขมันตรงไหนได้บ้าง
การใช้แฟตสลายไขมัน สามารถฉีดได้ทั่วร่างกายในทุกบริเวณที่มีไขมันสะสม เช่น
- บริเวณใบหน้า
- บริเวณแก้ม
- บริเวณกรอบหน้า
- บริเวณเหนียง
- บริเวณต้นแขน
- บริเวณต้นขา
- บริเวณหน้าท้อง
- บริเวณบั้นท้าย
- ข้อจำกัดของแฟตสลายไขมัน
แม้ว่าแฟตไขมันจะเป็นหัตถการลดไขมันที่ได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ดังนี้
- ต้องฉีดซ้ำอยู่เสมอ เนื่องจากไม่สามารถคงอยู่ได้นานเพียงแค่ 3-6 เดือน โดยในช่วงแรกต้องฉีดต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งจำนวนครั้งจะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน และจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดขึ้นในครั้งที่ 3-5 ขึ้นไปหลังฉีด
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันสะสมในปริมาณมาก และไม่สามารถเห็นผลได้ทันทีเหมือนการดูดไขมัน
- มีค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากการฉีดเฉพาะจุดให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการฉีดซ้ำอย่างน้อย 4-5 ครั้ง หรืออาจมากกว่านั้น ตามปริมาณไขมันสะสมของแต่ละคน
- อาจมีอาการบวมแดงหลังฉีด แต่สามารถหายได้เองภายใน 3-7 วันหลังฉีด

แฟตสลายไขมัน VS การดูดไขมัน
การดูดไขมัน และแฟตสลายไขมัน ที่เป็นที่โด่งดั่งทั่งคู่ในการลดไขมันที่หลายคนให้ความสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการ ขั้นตอนการทำหัตถการ ระยะเวลาพักฟื้น ผลลัพธ์ที่ได้ รวมไปถึงข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหมอจะมาเปรียบให้ดูอย่างชัดเจนระหว่างสองตัวดังอย่าง การดูดไขมัน และแฟตสลายไขมัน ว่าแตกต่าง หรือเหมือนกันอย่างไรครับ
- ความเหมาะสม
แฟตสลายไขมัน : การฉีดเพื่อลดปริมาณไขมันด้วยแฟตสลายไขมัน จะเหมาะกับผู้ที่มีปริมาณไขมันไม่ได้เยอะมาก ผิวหนังไม่ได้หย่อนคล้อยมาก และผู้ที่กลัวการผ่าตัด เน้นการฉีดบริเวณใบหน้า เหนียง ต้นแขน และต้นขา
การดูดไขมัน : การดูดไขมันเป็นหัตถการมีความซับซ้อนกว่าแฟตสลายไขมัน แต่ให้ผลลัพธ์ได้นาวนานกว่า เหมาะกับผู้ที่มีปริมาณไขมันสะสมเยอะมาก ผู้ที่ออกกำลังกายแล้วสัดส่วนยังไม่ลง หรือผู้ที่ต้องให้หุ่นดูมีสัดส่วนดีขึ้น เอวคอดขึ้น ขนาดสะโพกลดลง โดยทำได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเหนียยง แขน หน้าท้อง ขอ น่อง เป็นต้น
- ความเจ็บ อาการบวม ช้ำ ระบม
แฟตสลายไขมัน : เป็นหัตถการที่ไม่ซับซ้อน มีอาการเจ็บปวดอยู่บ้างเล็กน้อย คล้ายกับตอนฉีดยาทั่วไป โดยทั่วไปจะมีการใช้ยาชาหรือการประคบน้ำแข็งเพื่อลดความเจ็บปวด
การดูดไขมัน : ด้วยกระบวนการในการทำหัตถการที่ต่างกัน แน่นอนว่าความเจ็บจะไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ขณะดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาเฉพาะจุด หรือการดมยาสลบ ซึ่งหลังการผ่าตัดจะมีความรู้สึกอาการปวด บวม ช้ำ มากกว่าแฟตสลายไขมัน แต่จะหายไปได้เองหลังทำประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง โดยสามารถใช้คู่กับการทานยาบรรเทาอาการปวดได้ตอนมีอาการ
- การพักฟื้น
แฟตสลายไขมัน : ระยะเวลาในการพักฟื้นค่อนข้างน้อยกว่าการดูดไขมัน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังฉีด เนื่องจากเป็นหัตถการไม่ซับซ้อน
การดูดไขมัน : ระยะเวลาในการพักฟื้นของการดูดไขมันจะนานกว่า หรือในบางรายที่มีการดูดหลายตำแหน่งอาจมีอาการปวด เพลียได้ โดยอาจต้องงดกิจกรรมที่ใช้แรง 1-2 สัปดาห์หลังทำ แล้วค่อยเริ่มออกกำลังกายได้หลังดูดไขมันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือนขึ้นไปครับ
- การดูแลตัวเองหลังทำ
แฟตสลายไขมัน : ประคบเย็น และงดการสัมผัส นวดถูแรงๆ บริเวณที่ฉีด ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพื่อเร่งการขับของเสียออกทางปัสสาวะ
การดูดไขมัน : หลังการดูดไขมันต้องมีการชุดกระชับหลังดูดไขมัน เพื่อให้เข้ารูปมากขึ้น และกินยาฆ่าเชื้อต่อเนื่อง 5 วัน หากมีอาการปวดสามารถใช้ยาแก้ปวดตามอาการได้
- ผลลัพธ์
แฟตสลายไขมัน : หลังการฉีดจะสามารถเห็นความต่างได้หลังฉีดไปแล้ว 3-4 ครั้ง จึงจะเห็นผลชัดเจน
การดูดไขมัน : การดูดไขมันสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด และผลลัพธ์หลังทำยังสามารถอยู่ได้นานกว่า ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองร่วมด้วย
- ผลข้างเคียง
แฟตสลายไขมัน : หลังการใช้แฟตเพื่อเข้าไปลดปริมาณไขมันแล้ว มักมีอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น บวมแดง ช้ำเล็กน้อย หรืออาจรู้สึกตึงบริเวณที่ฉีดเนื่องจากรอยเข็ม
การดูดไขมัน : การดูดไขมันเห็นหัตถการที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้นจึงมีอาการปวด บวมแดงมากกว่า แต่สามารถใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพื่อลดการติดเชื้อ
- ราคา
แฟตสลายไขมัน : ราคาของการฉีดแฟตเพื่อลดปริมาณไขมัน จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ทำ และบริเวณที่ทำ รวมถึงปริมาณไขมันของแต่ละคนอีกด้วย ราคาครั้งละ 2,000-10,000 บาท โดยทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
การดูดไขมัน : ราคาของการดูดไขมันจะแตกต่างออกไปตามจุดที่ต้องการแก้ปัญหา โดยส่วนมากจะเป็นการเหมาเป็นจุด เช่น
ดูดไขมัน Sexy line / Six Pack เพียง 10,000 บาท
ดูดไขมันต้นขา เพียง 25,000 – 39,000 บาท
ดูดไขมันเหนียง เพียง 19,000 – 39,000 บาท
ดูดไขมันหน้าท้อง เพียง 25,000 – 39,900 บาท
ดูดไขมันต้นแขน เพียง 25,000 – 39,900 บาท
ทั้งนี้แพทย์ต้องประเมินก่อนทุกครั้ง เนื่องจากบางเคสมีไขมันเยอะมากจนต้องดูดบริเวณใกล้เคียงร่วมด้วย ดังนั้นสามารถเข้ามาปรึกษา หรือสอบถามราคาจากทาง “คาเวร่า – Kanwera Clinic” ได้โดยตรง เราพร้อมให้บริการตอบคำถาม ให้คำปรึกษาในทุกเรื่องด้วยใจจริง
ทำไมต้องดูดไขมันที่ Kanwera
จะดูดไขมันส่วนเกินทั้งที ต้องเลือกตัดสินใจให้ดี! นอกจากจะคำนึงถึงประสบการณ์ของแพทย์แล้ว ยังต้องดูรีวิวผลลัพธ์จากผู้รับบริการจริง สมกับสัดส่วน เพื่อลดโอกาสการแก้ซ้ำ! “คาเวร่า – Kanwera Clinic” เรามีเคสรีวิวดูดไขมันจากคนไข้จริงให้ได้ชมก่อนตัดสินใจ เพราะสิ่งสำคัญที่เป็นการตัดสินใจของคนไข้ในการเลือกคลีนิกดูดไขมันสักครั้ง คือรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ที่สามารถเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้านประสบการณ์ของแพทย์ ที่เป็นเครื่องรับรองให้คลีนิกได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องดูดไขมันมีหลายชนิดซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้เหมาะสมกับเครื่องดูดไขมันทุกชนิด ดังนั้นจึงควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพือให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการแก้ไขจะดีที่สุดค่ะ
เรามีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี มีแพทย์พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลด้วยประสบการณ์การดูดไขมันมามากกว่า 15,000 เคส มีการบริการการนัดเข้ามา Follow up กับแพทย์ 1:1 ให้ประเมินร่วมกับคนไข้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการปรึกษา พร้อมให้คำแนะนำดูแลหลังดูดไขมันอย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากราคาที่เป็นตัวตัดสินแล้ว ผลลัพธ์จากการรีวิวของลูกค้าจริงก็เป็นตัวรับรองผลลัพธ์หลังทำ รอยแผลหลังทำ ลดโอกาสในการติดเชื้อ ให้คุณได้อวดหุ่นอย่างมั่นใจขึ้น กับนวัตกรรมการดูดไขมัน กระชับผิว และเติมไขมัน ออกแบบสัดส่วนเฉพาะบุคคล พร้อมทั้งห้องดูดไขมันที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ที่จะดูแลให้ปลอดภัยได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี





